Options, Futures, and Other Derivatives
สรุปเนื้อหาอย่างละเอียดครอบคลุมทั้งเล่ม ตั้งแต่กลไกตลาดฟิวเจอร์ส/ออปชัน การกำหนดราคา (pricing) ด้วย no-arbitrage และ risk-neutral valuation โมเดล Black–Scholes–Merton การบริหารความเสี่ยงด้วย Greeks ไปจนถึง Value at Risk, อนุพันธ์เครดิต, โมเดลอัตราดอกเบี้ย และอนุพันธ์แปลก (exotics) เหมาะสำหรับใช้ทบทวนเนื้อหาหลักก่อนสอบหรือใช้งานจริง
เข้าใจ "อนุพันธ์" ง่าย ๆ ใน 5 นาที
ลองนึกภาพง่าย ๆ: อนุพันธ์คือ "สัญญาที่ราคาขึ้นอยู่กับราคาของอย่างอื่น" เช่น สัญญาที่มูลค่าขึ้นกับราคาทองคำ ราคาหุ้น หรือค่าเงิน — เราไม่ได้ถือทองจริง แต่ถือ "กระดาษ" ที่กำไร/ขาดทุนวิ่งตามราคาทอง ด้านล่างคือคำอธิบายแบบเทียบกับชีวิตจริงของผลิตภัณฑ์หลัก 4 อย่างในหนังสือเล่มนี้
Forward / Futures = การ "สั่งจองล่วงหน้า"
ตกลงราคาวันนี้ แต่รับของ/จ่ายเงินในอนาคต เหมือนจองทุเรียนล็อตหน้าที่ราคา 100 บาท/กก. ถ้าถึงเวลาราคาพุ่งเป็น 150 คุณได้กำไร ถ้าตกเหลือ 70 คุณขาดทุน — ผูกพันต้องซื้อขายแน่นอน
ของจริง: เกษตรกร/สายการบินใช้ล็อกราคาน้ำมัน-สินค้าไว้ล่วงหน้าOption = "สิทธิ์" ที่ไม่ใช่ "ภาระ"
จ่ายค่าธรรมเนียมเล็กน้อย (premium) เพื่อ "ได้สิทธิ์เลือก" — เหมือนวางมัดจำจองคอนโดราคา 3 ล้าน ถ้าราคาขึ้นเป็น 4 ล้านคุณใช้สิทธิ์ซื้อ (กำไร) ถ้าราคาตก คุณแค่ทิ้งมัดจำ ขาดทุนจำกัดแค่ค่า premium
Call = สิทธิ์ "ซื้อ" · Put = สิทธิ์ "ขาย"Hedging = "การซื้อประกัน"
ไม่ใช่การเก็งกำไร แต่คือการ ลดความเสี่ยง เหมือนซื้อประกันรถ — ยอมจ่ายเบี้ยเล็กน้อยเพื่อกันความเสียหายใหญ่ ถ้าราคาสินทรัพย์ที่เราถือร่วงลง ตัว hedge จะกำไรมาชดเชยให้
ของจริง: บริษัทส่งออกซื้อสัญญากันค่าเงินบาทแข็งSwap = "การแลกบิลกัน"
สองฝ่ายตกลงแลกกระแสเงินสดกัน เช่น ฝ่าย A มีหนี้ดอกเบี้ย "ลอยตัว" (ขึ้น-ลงตามตลาด น่ากลัว) อยากเปลี่ยนเป็น "คงที่" ก็ไปแลกกับฝ่าย B ที่คิดตรงข้าม — ต่างคนต่างได้แบบที่ตัวเองสบายใจ
ของจริง: ตลาด swap ใหญ่ที่สุดในโลกอนุพันธ์Volatility (σ) = "ความเหวี่ยงของราคา" ยิ่งเหวี่ยงมาก ออปชันยิ่งแพง (เพราะมีโอกาสได้กำไรก้อนโตมากขึ้น)
Risk-neutral valuation = เทคนิคคำนวณราคาโดยแกล้งสมมติว่า "ทุกคนไม่กลัวความเสี่ยง" ทำให้คณิตศาสตร์ง่ายลงมาก และได้ราคาที่ถูกต้องเหมือนกัน
กราฟกำไร/ขาดทุนพื้นฐาน (อ่านกราฟเป็น = เข้าใจครึ่งเล่ม)
แกนนอน = ราคาหุ้นตอนหมดอายุ (S) · แกนตั้ง = กำไร(ขึ้น)/ขาดทุน(ลง) · เส้นประแดง = ราคาใช้สิทธิ์ (strike K)
🎓 6 บทเรียนปูพื้นฐาน — ให้ผมพาเดินทีละก้าว
ส่วนที่เหลือของไฟล์นี้คือ "สรุปอ้างอิง" ที่กระชับแต่กระโดดเร็ว เหมาะกับคนมีพื้นแล้ว ส่วนนี้ผมจะ สอนแบบไล่จากสัญชาตญาณ → เหตุผล → สูตร ทีละแนวคิดที่คนส่วนใหญ่สะดุด แต่ละบทเรียนจะเริ่มด้วย "คำถามนำ" แล้วค่อย ๆ คลี่ออก พร้อมยกประโยคจริงจากหนังสือของ Hull มาประกอบ เมื่อเข้าใจ 6 บทนี้ คุณจะอ่านสรุปส่วนที่เหลือได้ลื่นไหลขึ้นมาก
อนุพันธ์มีไว้ทำไม — และความเข้าใจผิดเรื่อง "hedging"
ไม่ใช่ครับ — และนี่คือกับดักความคิดอันดับหนึ่งของมือใหม่ ลองนึกภาพบริษัทไทยที่จะต้องจ่ายเงินเป็นดอลลาร์ในอีก 3 เดือน ถ้ากลัวค่าเงินผันผวน ก็ "ล็อกเรต" ไว้ล่วงหน้า — นั่นคือ hedging ผลคือ คุณรู้ต้นทุนแน่นอน แต่ถ้าบังเอิญค่าเงินวิ่งไปทางที่เป็นบวกกับคุณ คุณจะ "เสียดาย" ที่ล็อกไว้
หัวใจคือ: hedging ไม่ได้แปลว่ากำไรมากขึ้น มันแปลว่า ความไม่แน่นอนน้อยลง — เหมือนซื้อประกันรถ คุณไม่ได้ซื้อเพราะหวังให้รถชน แต่ซื้อเพื่อ "นอนหลับสบาย"
กลไก No-Arbitrage — ทำไม "ราคายุติธรรม" ถึงมีค่าเดียว
คำตอบที่หนังสือทั้งเล่มยืนอยู่บนมันคือ: "กฎห้ามมีของฟรี" (no-arbitrage) เป็นคนกำหนด ลองนึกตัวอย่างหุ้น $40 ในบทที่ 5 — ถ้าราคา forward 3 เดือนถูกตั้งเป็น $41 (สูงเกินไป) จะมีคน "กู้เงิน $40 ซื้อหุ้นวันนี้ + ขาย forward ที่ $41" ทันที ได้กำไรฟรีโดยไม่เสี่ยงเลย
พอทุกคนแห่ทำแบบนี้ แรงซื้อ-ขายจะดันราคากลับมาที่จุดที่ "ทำกำไรฟรีไม่ได้อีก" พอดี ($40.50) เทคนิคนี้ทรงพลังมาก เพราะมันให้เราหา "ราคาเดียวที่ถูกต้อง" ได้โดย ไม่ต้องเดาอนาคต แค่สร้างพอร์ตที่ไร้ความเสี่ยง แล้วบังคับให้มันได้ผลตอบแทนเท่าอัตราปลอดความเสี่ยง
Risk-Neutral Valuation — เวทมนตร์ที่ "แกล้งโง่แล้วได้คำตอบถูก"
นี่คือแนวคิดที่สวยที่สุดในวิชานี้ ลองดูตัวอย่าง binomial ในบทที่ 12: หุ้น $20 จะขึ้นเป็น $22 หรือลงเป็น $18 ในโลกจริง สมมติหุ้นนี้คนคาดหวังผลตอบแทน 16% ต่อปี เราคำนวณได้ว่าโอกาสขึ้นจริง p* = 0.7041
ปัญหา: ถ้าจะตีราคาออปชันในโลกจริง เราต้องรู้ "อัตราคิดลดที่ถูกต้อง" ของออปชัน ซึ่งออปชันเสี่ยงกว่าหุ้น อัตรานั้นจึงสูงกว่า 16% แต่จะสูงเท่าไร? ไม่มีใครรู้แน่ — ยากมาก
ทางออกอันชาญฉลาด: ย้ายไปคิดใน "โลกเสมือนที่ทุกคนไม่กลัวเสี่ยง" (risk-neutral) ในโลกนั้นทุกอย่างคาดหวังผลตอบแทน = อัตราปลอดความเสี่ยง (12%) ทำให้โอกาสขึ้นกลายเป็น p = 0.6523 และอัตราคิดลดก็เป็น 12% ง่าย ๆ → คำนวณได้ราคา $0.633 ทันที
ที่มหัศจรรย์คือ: ราคาที่ได้จากโลกเสมือนนี้ ตรงกับโลกจริงเป๊ะ เพราะ no-arbitrage บังคับไว้ เราเลยเลือกคิดในโลกที่คณิตศาสตร์ง่ายที่สุด แล้วได้คำตอบที่ถูกต้องในโลกจริง
อ่าน Black–Scholes ให้ "แตก" ทีละชิ้น
อย่าเพิ่งกลัวสัญลักษณ์ ลองแปลเป็นภาษาคนทีละก้อน:
- N(d₁), N(d₂) = "ความน่าจะเป็น" (ตัวเลข 0 ถึง 1) ที่บอกว่าออปชันจะมีค่าตอนหมดอายุ — ยิ่งใกล้ 1 ยิ่งมีโอกาสได้ใช้สิทธิ์
- S₀N(d₁) = มูลค่าของ "หุ้นที่คาดว่าจะได้มา" (ถ่วงด้วยโอกาส)
- Ke⁻ʳᵀN(d₂) = มูลค่าปัจจุบันของ "เงินที่ต้องจ่ายเพื่อใช้สิทธิ์ซื้อ" (ถ่วงด้วยโอกาส)
เอามาลบกัน = (สิ่งที่จะได้) − (สิ่งที่ต้องจ่าย) นั่นคือมูลค่าของสิทธิ์นั่นเอง! ไม่ต่างจากสามัญสำนึกเลย
และจุดที่คนมองข้าม: สังเกตว่าในสูตรไม่มี "ผลตอบแทนคาดหวังของหุ้น (μ)" อยู่เลย! มีแต่ r (ดอกเบี้ยปลอดความเสี่ยง) — นี่คือผลโดยตรงของบทเรียนที่ 3 (risk-neutral)
Volatility — ทำไม "ความเหวี่ยง" คือพระเอกตัวจริง
คำตอบคือ volatility (σ) — ความเหวี่ยงของราคา ลองคิดง่าย ๆ: ออปชัน call ให้สิทธิ์ "ได้กำไรเมื่อขึ้น แต่ไม่ขาดทุนเพิ่มเมื่อลง" (เพราะแค่ไม่ใช้สิทธิ์)
ดังนั้นยิ่งหุ้น "เหวี่ยงแรง" โอกาสที่มันจะวิ่งขึ้นไปไกล ๆ (กำไรก้อนโต) ยิ่งมาก ส่วนขาลงก็จำกัดความเสียหายอยู่แล้ว → ออปชันจึงมีค่ามากขึ้น ความไม่แน่นอนกลายเป็นของมีค่าสำหรับผู้ถือออปชัน
นี่อธิบายว่าทำไมตลาดถึงเทรด "volatility" กันเป็นสินค้าจริง ๆ และทำไม implied volatility (บทที่ 19) ถึงเป็นตัวเลขที่เทรดเดอร์ออปชันจับตามากกว่าราคาเสียอีก
Delta Hedging — การเต้นรำกับตลาดที่ไม่มีวันหยุด
กุญแจคือ Delta = "ถ้าหุ้นขยับ $1 ราคาออปชันขยับเท่าไร" สมมติ Delta = 0.522 แปลว่าออปชัน 1 หน่วยเคลื่อนไหวเหมือนถือหุ้น 0.522 หุ้น
ดังนั้นถ้าธนาคารขายออปชันบน 100,000 หุ้น ก็แค่ ไปซื้อหุ้นจริงไว้ 52,200 หุ้น พอหุ้นขึ้น $1 หุ้นที่ถือกำไร เท่ากับที่ออปชันขาดทุนพอดี — หักล้างกันเป็นศูนย์ ไม่ต้องเดาทิศทางเลย
แต่นี่คือส่วนยาก: Delta ไม่อยู่นิ่ง! พอราคาขยับ Delta ก็เปลี่ยน (นั่นคือ Gamma) ธนาคารจึงต้องคอยซื้อ-ขายหุ้นปรับสมดุลตลอดเวลา เหมือนคนยืนทรงตัวบนเรือที่โคลง — ขยับเท้าหยุดไม่ได้ ยิ่งคลื่นแรง (Gamma สูง) ยิ่งต้องขยับถี่ และยิ่งมีต้นทุน
§เกริ่นนำ & แนวคิดหลักของทั้งเล่ม
อนุพันธ์ (derivative) คือสัญญาหรือหลักทรัพย์ที่มูลค่า "อนุพัทธ์" (derived) มาจากราคาของสินทรัพย์อ้างอิง (underlying) เช่น หุ้น ดัชนี อัตราดอกเบี้ย ค่าเงิน สินค้าโภคภัณฑ์ หรือแม้แต่เหตุการณ์เครดิต หนังสือทั้งเล่มหมุนรอบสามคำถามหลัก:
- อนุพันธ์ทำงานอย่างไร — กลไกตลาด การส่งมอบ การวางหลักประกัน (margin)
- ราคาที่ยุติธรรมคือเท่าไร — ใช้หลัก no-arbitrage และ risk-neutral valuation
- จะบริหารความเสี่ยงอย่างไร — hedging, Greeks, VaR
2) Replication: สร้างพอร์ตที่ให้ผลตอบแทนเหมือนอนุพันธ์ ราคาอนุพันธ์ = ต้นทุนพอร์ตนั้น
3) Risk-Neutral Valuation: ตีราคาเสมือนนักลงทุนไม่กลัวความเสี่ยง → คาดหวังผลตอบแทน = อัตราปลอดความเสี่ยง r แล้วคิดลดด้วย r
1บทนำ — ทำความรู้จักอนุพันธ์
ประเภทตลาด
- Exchange-traded: สัญญามาตรฐาน ซื้อขายผ่านตลาด (CME, ICE) มี clearinghouse ลดความเสี่ยงคู่สัญญา
- OTC (Over-the-Counter): สัญญาปรับแต่งได้ ซื้อขายระหว่างสถาบัน หลังวิกฤต 2008 ถูกกำกับเข้มขึ้น (บังคับ clearing, รายงานธุรกรรม)
ผู้เล่นหลัก 3 กลุ่ม
| กลุ่ม | เป้าหมาย |
|---|---|
| Hedgers | ลดหรือกำจัดความเสี่ยงจากราคาที่ผันผวน |
| Speculators | เก็งกำไรจากทิศทางราคา ใช้ leverage สูง |
| Arbitrageurs | ทำกำไรไร้ความเสี่ยงจากส่วนต่างราคาใน 2 ตลาด |
สัญญาพื้นฐาน
Forward: ตกลงซื้อ/ขายสินทรัพย์ในอนาคต ณ ราคาที่กำหนดวันนี้ (delivery price K) · Futures: เหมือน forward แต่เป็นมาตรฐานและซื้อขายในตลาด · Option: ให้ "สิทธิ์" (ไม่ใช่ภาระ) — call = สิทธิ์ซื้อ, put = สิทธิ์ขาย
2กลไกตลาดฟิวเจอร์ส & Central Counterparties
- Standardization: ตลาดกำหนด asset, ขนาดสัญญา, จุดส่งมอบ, เดือนส่งมอบ
- Margin & Marking-to-Market: วาง initial margin และปรับบัญชีทุกวัน (daily settlement) ถ้าต่ำกว่า maintenance margin ต้องเติม (margin call)
- Clearinghouse / CCP: เป็นคู่สัญญาของทุกฝ่าย กำจัดความเสี่ยงผิดนัด (counterparty risk)
- Convergence: เมื่อใกล้ครบกำหนด ราคาฟิวเจอร์สลู่เข้าหา spot price
3กลยุทธ์ Hedging ด้วยฟิวเจอร์ส
Short hedge ใช้เมื่อจะขายสินทรัพย์ในอนาคต; Long hedge ใช้เมื่อจะซื้อในอนาคต
Basis Risk
Basis = Spot − Futures ความเสี่ยงเกิดเมื่อสินทรัพย์ที่ hedge ไม่ตรงกับสินทรัพย์อ้างอิงพอดี หรือวันปิดไม่ตรงวันส่งมอบ
การ hedge พอร์ตหุ้นด้วย index futures ใช้ค่า beta (β): เพื่อเปลี่ยน beta จาก β เป็น β*: N = (β* − β) × (P / F)
สายการบินต้องซื้อน้ำมันเครื่องบิน (jet fuel) 2,000,000 แกลลอนในอีก 1 เดือน กลัวราคาน้ำมันขึ้น แต่ไม่มีฟิวเจอร์สน้ำมันเครื่องบินตรง ๆ จึงใช้ฟิวเจอร์สน้ำมัน heating oil มา hedge แทน
h* = 0.8 × (0.032 / 0.040) = 0.64 → แปลว่าควร hedge ประมาณ 64% ของปริมาณ
N* = 0.64 × (2,000,000 / 42,000) = 30.5
4อัตราดอกเบี้ย
- Compounding: ยิ่งทบบ่อยมูลค่ายิ่งมาก; ในทฤษฎีการเงินนิยมใช้ continuous compounding: A·ert
- Zero rates, Par yields, Bond pricing — สร้าง zero curve ด้วยวิธี bootstrap
- Forward rates: อัตราดอกเบี้ยในอนาคตที่นัยอยู่ในโครงสร้างปัจจุบัน
- Duration & Convexity: วัดความอ่อนไหวของราคาตราสารหนี้ต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย
5การกำหนดราคา Forward และ Futures
หัวใจคือ cost of carry — ตั้งราคาด้วย no-arbitrage โดยเปรียบเทียบ "ถือสินทรัพย์จริง" กับ "ถือ forward"
มูลค่าของ forward contract ที่มีอยู่: f = (F0 − K) e−rT
หุ้นตัวหนึ่งราคาตอนนี้ $40 ไม่จ่ายปันผล อัตราดอกเบี้ยปลอดความเสี่ยง 5% ต่อปี เราอยากรู้ว่า "ราคาส่งมอบล่วงหน้า 3 เดือน" ควรเป็นเท่าไร
F0 = 40 × e(0.05 × 0.25) = 40 × e0.0125 = 40 × 1.01258
6Interest Rate Futures
- Day count conventions (Actual/360, 30/360 ฯลฯ) มีผลต่อดอกเบี้ยที่คำนวณ
- Treasury bond futures: มี conversion factor และ cheapest-to-deliver bond
- Eurodollar / SOFR futures: ใช้ hedge อัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ต้องปรับ convexity adjustment เมื่อใช้ดึง forward rate
- Duration-based hedging: ปรับ duration ของพอร์ตด้วยจำนวนสัญญา N = (P·DP)/(F·DF)
7Swaps
Interest Rate Swap (plain vanilla): คู่สัญญาแลกกระแสเงินสด ฝ่ายหนึ่งจ่ายอัตราคงที่ อีกฝ่ายจ่ายอัตราลอยตัว บนเงินต้นสมมติ (notional)
- Comparative advantage argument: เหตุผลที่ทำให้ swap เกิดขึ้น (แต่ละฝ่ายกู้ในตลาดที่ตนได้เปรียบ)
- การตีมูลค่า: มองเป็นผลต่างของพันธบัตร 2 ตัว (fixed bond − floating bond) หรือเป็น portfolio of FRAs
- Currency swap: แลกเงินต้นและดอกเบี้ยใน 2 สกุล
- อื่น ๆ: equity swap, commodity swap, volatility swap
สถาบันการเงินอยู่ในสัญญา swap: รับดอกเบี้ยคงที่ 4% ต่อปี (จ่ายทุก 6 เดือน) และจ่ายดอกเบี้ยลอยตัว บนเงินต้น $100 ล้าน · เหลือการจ่ายอีก 3 งวด ที่เวลา 0.25, 0.75, 1.25 ปี · อัตราคิดลดปลอดความเสี่ยง (ต่อเนื่อง) = 2.8%, 3.0%, 3.1% ตามลำดับ · งวดลอยตัวถัดไปถูกตั้งไว้แล้วที่ $1.4 ล้าน
Bfix = 2·e−0.028×0.25 + 2·e−0.030×0.75 + 102·e−0.031×1.25 ≈ 1.986 + 1.956 + 98.122 = $102.06M
Bfloat = (100 + 1.4)·e−0.028×0.25 ≈ $100.69M
102.06 − 100.69 = $1.37M
8Securitization & วิกฤตเครดิต 2007–2008
- Securitization: รวมสินเชื่อ (เช่นจำนอง) เป็น pool แล้วออกตราสาร ABS / MBS แบ่งเป็น tranches ตามลำดับการรับความเสี่ยง (waterfall)
- ABS CDO: นำ tranche ที่เสี่ยงมา repackage ซ้ำ ทำให้ความเสี่ยงทับซ้อนซ่อนลึก
- สาเหตุวิกฤต: สินเชื่อ subprime, มาตรฐานปล่อยกู้หละหลวม, สมมติฐานราคาบ้านขึ้นตลอด, แรงจูงใจที่บิดเบี้ยว (originate-to-distribute), เรตติ้งที่ผิดพลาด
- บทเรียน: ความสัมพันธ์ (correlation) ของการผิดนัดถูกประเมินต่ำเกินไป; transparency และ incentive สำคัญมาก
9กลไกตลาดออปชัน
- 4 ตำแหน่งพื้นฐาน: long call, short call, long put, short put
- American (ใช้สิทธิ์เมื่อไรก็ได้ก่อนหมดอายุ) vs European (ใช้สิทธิ์ได้เฉพาะวันหมดอายุ)
- Moneyness: in-the-money (ITM), at-the-money (ATM), out-of-the-money (OTM)
- ปัจจัยกระทบ: dividends และ stock splits ปรับเงื่อนไขสัญญา; มี margin สำหรับผู้ขาย (writer)
10คุณสมบัติของออปชันหุ้น (ขอบเขตราคา)
6 ปัจจัยที่กำหนดราคา: ราคาหุ้น S, strike K, อายุ T, volatility σ, อัตราดอกเบี้ย r, เงินปันผล
หุ้นราคา $31 · call กับ put ที่ strike $30 อายุ 3 เดือน · ดอกเบี้ย 10% · ถ้า call ราคา $3 แล้ว put ควรเป็นเท่าไร?
p = c + Ke−rT − S0
p = 3 + 30×e−0.10×0.25 − 31 = 3 + 29.26 − 31
11กลยุทธ์การเทรดออปชัน
| กลยุทธ์ | ส่วนประกอบ | มุมมอง |
|---|---|---|
| Covered call | ถือหุ้น + ขาย call | ราคานิ่ง/ขึ้นเล็กน้อย |
| Protective put | ถือหุ้น + ซื้อ put | กันขาลง (ประกัน) |
| Bull/Bear spread | ซื้อ-ขาย option ต่าง strike | ทิศทางจำกัดความเสี่ยง |
| Butterfly spread | 3 strikes | เดิมพันราคานิ่ง |
| Straddle | ซื้อ call+put strike เดียวกัน | เดิมพันความผันผวนสูง |
| Strangle | ซื้อ call+put ต่าง strike | ผันผวนสูง ต้นทุนต่ำกว่า straddle |
| Calendar spread | ต่างวันหมดอายุ | เล่นค่าเวลา/volatility |
หน้าตากำไร/ขาดทุนของกลยุทธ์ยอดนิยม
12Binomial Trees
โมเดลแบ่งเวลาเป็นช่วง ๆ ราคาหุ้นขึ้น (u) หรือลง (d) ในแต่ละก้าว ใช้สร้างพอร์ต replicate และตีราคาแบบ risk-neutral
ตีราคาแบบ backward induction: คิดลดค่าคาดหวัง risk-neutral ถอยหลังมาที่ราก จัดการ American option ได้ดี (เช็คการใช้สิทธิ์ก่อนกำหนดทุก node) เมื่อก้าว → ∞ จะลู่เข้าหา Black–Scholes
หุ้นราคา $20 อีก 3 เดือนจะเป็น $22 หรือ $18 อย่างใดอย่างหนึ่ง · ออปชัน call สิทธิ์ซื้อที่ $21 · ดอกเบี้ย 12% ต่อปี · อยากรู้ว่า call นี้ควรราคาเท่าไรวันนี้
p = (e0.12×0.25 − 0.9) / (1.1 − 0.9) = (1.0305 − 0.9) / 0.2 = 0.6523
f = e−0.12×0.25 × (0.6523 × $1 + 0.3477 × $0) = 0.9704 × 0.6523
13Wiener Processes & Itô's Lemma
- Markov process & Wiener process (Brownian motion): พื้นฐานของการเคลื่อนไหวราคาแบบสุ่ม
- Geometric Brownian Motion (GBM): สมมติฐานพฤติกรรมราคาหุ้น
ผลพลอยได้สำคัญ: ln S มีการแจกแจงปกติ → ST เป็น lognormal
14โมเดล Black–Scholes–Merton
หัวใจ: สร้างพอร์ต riskless จากออปชัน + หุ้น → ต้องให้ผลตอบแทน r → ได้สมการเชิงอนุพันธ์ย่อย (PDE) แก้ได้สูตรปิด
p = K e−rT N(−d2) − S0 N(−d1)
d2 = d1 − σ√T
- N(x): CDF ของการแจกแจงปกติมาตรฐาน
- Implied volatility: ค่า σ ที่ทำให้ราคาโมเดลตรงกับราคาตลาด
- Risk-neutral valuation: หัวใจที่ทำให้ μ หายไปจากสูตร — ราคาไม่ขึ้นกับผลตอบแทนคาดหวังของหุ้น
- ปรับสูตรสำหรับหุ้นที่จ่ายปันผล (หักมูลค่าปัจจุบันของปันผลออกจาก S0)
หุ้นราคา $42 · ออปชัน call ที่ strike $40 · ดอกเบี้ย 10% ต่อปี · ความเหวี่ยง (volatility) 20% ต่อปี · อายุ 6 เดือน · ราคา call ควรเป็นเท่าไร
d1 = [ln(42/40) + (0.10 + 0.20²/2)×0.5] / (0.20×√0.5) ≈ 0.7693
d2 = 0.7693 − 0.20×√0.5 ≈ 0.6278
c = 42×0.7791 − 40×e−0.05×0.7349 ≈ 32.72 − 27.96
15Employee Stock Options (ESO)
- ออปชันที่บริษัทให้พนักงาน มี vesting period, ห้ามขายต่อ, มักถูกใช้สิทธิ์ก่อนกำหนด (early exercise)
- ประเด็นบัญชี: ต้องบันทึกเป็นค่าใช้จ่าย (expensing) ตามมูลค่ายุติธรรม
- ปัญหา backdating และ dilution ของผู้ถือหุ้นเดิม
16ออปชันบนดัชนีหุ้นและค่าเงิน
ขยาย BSM ด้วยการใส่ "dividend yield q" — ดัชนีใช้ yield ปันผลของดัชนี; ค่าเงินใช้ อัตราดอกเบี้ยต่างประเทศ rf แทน q (Garman–Kohlhagen)
การใช้ index options เพื่อ portfolio insurance (ซื้อ put คุมขาลงของพอร์ต)
17Futures Options & โมเดลของ Black
ออปชันที่ underlying เป็นสัญญาฟิวเจอร์ส ตีราคาด้วย Black's model โดยมองราคาฟิวเจอร์ส F0 มี drift = 0 ภายใต้ risk-neutral world
โมเดลนี้กลายเป็นมาตรฐานสำหรับตีราคา caps, swaptions และอนุพันธ์อัตราดอกเบี้ยอื่น ๆ
18The Greek Letters — การบริหารความเสี่ยงออปชัน
| Greek | วัดความอ่อนไหวต่อ | สูตร/นิยาม |
|---|---|---|
| Delta (Δ) | ราคา underlying | ∂Π/∂S — ใช้ทำ delta hedging |
| Gamma (Γ) | การเปลี่ยนของ Delta | ∂²Π/∂S² — วัดความโค้ง |
| Theta (Θ) | เวลาที่ผ่านไป | ∂Π/∂t — time decay |
| Vega (ν) | ความผันผวน σ | ∂Π/∂σ |
| Rho (ρ) | อัตราดอกเบี้ย r | ∂Π/∂r |
- Delta hedging: ทำให้พอร์ต delta-neutral ต้อง rebalance ตลอด (dynamic hedging)
- Delta-neutral ยังเสี่ยงต่อการเคลื่อนไหวใหญ่ → ต้องคุม Gamma และ Vega เพิ่ม
- ความสัมพันธ์ Θ + rSΔ + ½σ²S²Γ = rΠ (จาก BSM PDE)
- เทคนิคจริง: portfolio insurance ด้วยการสังเคราะห์ put ด้วย dynamic trading
ธนาคารขาย (write) call option บนหุ้น 100,000 หุ้น ได้เงินค่า premium มาแล้ว แต่ตอนนี้ "เปิดความเสี่ยง" อยู่ — ถ้าหุ้นขึ้น ธนาคารขาดทุน · ค่า Delta ของ call = 0.522 · จะป้องกันความเสี่ยงอย่างไร
จำนวนหุ้นที่ต้องถือ = 0.522 × 100,000 = 52,200 หุ้น
19Volatility Smiles
ในความเป็นจริง implied volatility ไม่คงที่ตาม strike ขัดกับสมมติฐาน BSM
- Equity options: มักเป็น volatility skew (smirk) — IV สูงที่ strike ต่ำ สะท้อนความกลัว crash (heavy left tail)
- Currency options: เป็น smile สมมาตรกว่า สะท้อน fat tails ทั้งสองด้าน
- สาเหตุ: การแจกแจงจริงไม่ใช่ lognormal สมบูรณ์ (มี skewness/kurtosis), jumps, stochastic volatility
- Volatility surface / term structure: IV แปรตามทั้ง strike และอายุ
20Value at Risk (VaR) & Expected Shortfall (ES)
- VaR: ผลขาดทุนที่ "จะไม่ถูกเกิน" ด้วยความเชื่อมั่น X% ในช่วงเวลา N วัน (เช่น VaR 99%, 10 วัน)
- Expected Shortfall (Conditional VaR): ค่าคาดหวังของขาดทุน "เมื่อขาดทุนเกิน VaR" — แก้ข้อด้อยของ VaR (ไม่ coherent, มองไม่เห็นหาง)
วิธีคำนวณ
- Historical simulation: ใช้การเปลี่ยนแปลงในอดีตจริงมาจำลอง
- Model-building / variance-covariance: สมมติผลตอบแทนปกติ ใช้ σ และ correlation
- Monte Carlo simulation
พอร์ตลงทุนมี VaR 10 วัน ที่ระดับความเชื่อมั่น 99% = 10 ล้านบาท หมายความว่าอย่างไร?
VaR(10 วัน) = 10 × √10 ≈ 10 × 3.16 = 31.6 ล้านบาท
เพิ่มเติม: back-testing, stress testing, marginal/incremental/component VaR
21การประมาณ Volatility และ Correlation
- Volatility clustering: ช่วงผันผวนสูงมักตามด้วยผันผวนสูง
- EWMA (Exponentially Weighted Moving Average): ให้น้ำหนักข้อมูลล่าสุดมากกว่า
- GARCH(1,1): เพิ่ม mean reversion ของ variance เข้าไป
ครอบคลุม maximum likelihood estimation, การประมาณ covariance matrix ที่ positive-definite
22Credit Risk
- Estimating default probabilities: จาก credit spreads, จากข้อมูลในอดีต (rating agencies), หรือจากราคาหุ้น (Merton model — มองส่วนทุนเป็น call option บนสินทรัพย์บริษัท)
- Recovery rate และ hazard rate (default intensity)
- Counterparty credit risk: CVA (Credit Value Adjustment) และ DVA — ปรับมูลค่าอนุพันธ์ตามความเสี่ยงผิดนัดของคู่สัญญา
- Credit correlation และ Gaussian copula model ของเวลาการผิดนัด
23Credit Derivatives
- Credit Default Swap (CDS): "ประกัน" การผิดนัดของผู้อ้างอิง ผู้ซื้อจ่าย premium (spread) เป็นงวด ผู้ขายชดเชยเมื่อเกิด credit event
- การตีราคา CDS: ปรับ PV ขา premium = PV ขาชดเชย
- CDS forwards / options, basket CDS, CDS indices (CDX, iTraxx)
- CDOs & synthetic CDOs: tranche ตามลำดับการรับขาดทุน ตีราคาด้วย Gaussian copula กับ correlation; concept ของ implied / base correlation
24Exotic Options (ออปชันแปลก)
| ประเภท | ลักษณะ |
|---|---|
| Packages | การรวมหลายออปชัน/forward เข้าด้วยกัน |
| Binary / Digital | จ่ายก้อนคงที่ถ้า ITM |
| Barrier (knock-in/out) | มีผล/หมดผลเมื่อราคาแตะ barrier |
| Asian | payoff อิงค่าเฉลี่ยราคา (ลด manipulation) |
| Lookback | payoff อิงค่าสูงสุด/ต่ำสุดในช่วงอายุ |
| Compound | ออปชันบนออปชัน |
| Chooser | เลือกภายหลังว่าจะเป็น call หรือ put |
| Exchange / Rainbow | อิงสินทรัพย์หลายตัว |
หลายชนิดมีสูตรปิด (เช่น barrier, lookback บางแบบ) ที่เหลือใช้ Monte Carlo หรือ tree; ประเด็น static option replication ในการ hedge exotics
25โมเดลเพิ่มเติม & วิธีเชิงตัวเลข
- ทางเลือกแทน lognormal: CEV model, jump-diffusion (Merton), variance-gamma, stochastic volatility (Heston), IVF model
- Monte Carlo simulation: ยืดหยุ่นมากกับ path-dependent & multi-asset; เทคนิคลด variance (antithetic, control variate, quasi-random)
- Binomial/Trinomial trees: จัดการ American options; control variate technique
- Finite difference methods: แก้ PDE โดยตรง (explicit, implicit, Crank–Nicolson)
26Martingales & Measures
- Risk-neutral world เป็นแค่หนึ่งใน "worlds": เปลี่ยน numeraire ได้ (equivalent martingale measure)
- Market price of risk (λ): เชื่อมโลกจริงกับโลก risk-neutral
- Forward risk-neutral measure (ใช้ zero-coupon bond เป็น numeraire) ทำให้ตีราคาอนุพันธ์อัตราดอกเบี้ยง่ายขึ้น — เป็นรากฐานของ Black's model
- Girsanov's theorem, change of numeraire
27–30อนุพันธ์อัตราดอกเบี้ย & โมเดล
27 · Standard Market Models
ใช้ Black's model ตีราคา bond options, interest rate caps/floors, European swaptions พร้อม convexity issues
28 · Convexity, Timing & Quanto Adjustments
การปรับเมื่อจ่ายชำระในเวลาที่ "ไม่เป็นธรรมชาติ" หรืออ้างอิงสกุลเงินต่างกัน (quanto)
29 · Short Rate Models
- Equilibrium: Vasicek, Cox–Ingersoll–Ross (CIR) — มี mean reversion
- No-arbitrage: Ho–Lee, Hull–White (extended Vasicek), Black–Karasinski — fit term structure ปัจจุบันได้พอดี
- สร้าง trinomial trees สำหรับ Hull–White
30 · HJM, LMM & Multiple Zero Curves
- Heath–Jarrow–Morton (HJM): โมเดล forward rate ทั้งเส้น
- LIBOR Market Model (LMM/BGM): โมเดล forward rates ที่สังเกตได้จริงในตลาด — สอดคล้องกับวิธี quote caps/swaptions
- การจัดการ multiple curves (OIS discounting หลังวิกฤต) และ securitization ของอนุพันธ์อัตราดอกเบี้ย
31โมเดลดุลยภาพของ Term Structure
มองภาพรวมเศรษฐกิจ: two-factor models, การเชื่อมโยงกับตัวแปรมหภาค และการตีราคาตราสารที่อ่อนไหวต่อหลายปัจจัย
32Energy & Commodity Derivatives
- ลักษณะเฉพาะของสินค้าโภคภัณฑ์: seasonality, mean reversion, jumps, การเก็บรักษา (storable vs non-storable)
- พลังงาน: น้ำมัน, ก๊าซธรรมชาติ, ไฟฟ้า (เก็บไม่ได้ → ราคาผันผวนสุดขั้ว)
- โมเดลราคา commodity และ weather/insurance derivatives
33Real Options
ประยุกต์ทฤษฎีออปชันกับการตัดสินใจลงทุนจริง (capital budgeting) — มูลค่าของ "ความยืดหยุ่น" ในการบริหาร
- Option to expand, abandon, defer, switch
- ใช้ risk-neutral valuation ตีมูลค่าโครงการที่ DCF ธรรมดามองข้าม
- ประมาณ market price of risk ของตัวแปรที่ไม่ซื้อขายในตลาด
34Derivatives Mishaps & บทเรียน
กรณีศึกษาความเสียหายครั้งใหญ่: Barings (Nick Leeson), LTCM, Société Générale, Metallgesellschaft, Orange County, Amaranth
- กำหนด risk limits ชัดเจนและบังคับใช้จริง
- แยกหน้าที่ front/middle/back office — อย่าให้คนเทรดดูแลบัญชีตัวเอง
- ระวัง leverage และสภาพคล่อง; แบบจำลองไม่ใช่ความจริง (model risk)
- อย่าถือว่า hedger กลายเป็น speculator โดยไม่รู้ตัว
- เข้าใจสิ่งที่เทรด — "อย่าซื้อสิ่งที่ไม่เข้าใจ"
★สรุปสูตรสำคัญ (Cheat Sheet)
| หัวข้อ | สูตร |
|---|---|
| Forward price (no income) | F0 = S0 erT |
| Forward (yield q) | F0 = S0 e(r−q)T |
| Put–Call Parity | c + Ke−rT = p + S0 |
| Risk-neutral prob (tree) | p = (erΔt − d)/(u − d) |
| BSM Call | c = S0N(d1) − Ke−rTN(d2) |
| d1 | [ln(S0/K)+(r+σ²/2)T]/(σ√T) |
| d2 | d1 − σ√T |
| Hedge ratio | h* = ρ·σS/σF |
| VaR scaling | VaRN = VaR1·√N |
| GARCH(1,1) | σ²n = ω + αu²n−1 + βσ²n−1 |
| Credit spread | ≈ hazard rate × (1 − recovery) |
⌖อภิธานศัพท์ (Glossary)
| คำศัพท์ | ความหมาย |
|---|---|
| Arbitrage | การทำกำไรไร้ความเสี่ยงจากส่วนต่างราคา |
| No-arbitrage | หลักการว่าราคาต้องไม่เปิดช่อง arbitrage |
| Risk-neutral valuation | ตีราคาเสมือนทุกคนไม่กลัวเสี่ยง คิดลดด้วย r |
| Replication | สร้างพอร์ตที่ให้ payoff เหมือนอนุพันธ์ |
| Margin | หลักประกันที่ต้องวางในตลาดฟิวเจอร์ส |
| Basis | Spot − Futures |
| Volatility (σ) | ความผันผวนของผลตอบแทนสินทรัพย์ |
| Implied volatility | σ ที่ทำให้ราคาโมเดลตรงราคาตลาด |
| Delta-neutral | พอร์ตที่ Delta รวม = 0 |
| Notional | เงินต้นสมมติที่ใช้คำนวณกระแสเงินสด (swap) |
| Numeraire | สินทรัพย์ที่ใช้เป็นหน่วยอ้างอิงในการตีราคา |
| Hazard rate | ความเข้มข้นของการผิดนัด (default intensity) |
| CVA | การปรับมูลค่าตามความเสี่ยงเครดิตของคู่สัญญา |